หมวดที่ 1 บททั่วไป
ข้อ 1 ชื่อสมาคม
ชื่อสมาคมนี้มีชื่อว่า “สมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ต” เรียกชื่อเป็นภาษาอังกฤษว่า “ภูเก็ต ทัวริสท์ แอสโซซิเอชั่น” เขียนเป็นภาษาอังกฤษว่า “PHUKET TOURIST ASSOCIATION” โดยใช้ย่อภาษาไทยว่า “ส.ท.ภ.” และ ชื่อย่อภาษาอังกฤษว่า “P.T.A.” คำว่า “สมาคม” ที่จะกล่าวต่อไปให้หมายถึง “สมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ต”
|
ข้อ 2 สำนักงานของสมาคม
ชื่อสมาคมนี้มีชื่อว่า “สมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ต” เรียกชื่อเป็นภาษาอังกฤษว่า “ภูเก็ต ทัวริสท์ แอสโซซิเอชั่น” เขียนเป็นภาษาอังกฤษว่า “PHUKET TOURIST ASSOCIATION” โดยใช้ย่อภาษาไทยว่า “ส.ท.ภ.” และ ชื่อย่อภาษาอังกฤษว่า “P.T.A.” คำว่า “สมาคม” ที่จะกล่าวต่อไปให้หมายถึง “สมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ต”
|
ข้อ 3 ตราของสมาคม
ตราของสมาคมนี้มีเครื่องหมายเป็นรูปวงกลมซ้อนกัน 2 วง ระหว่างวงกลมทั้งสองมีอักษรภาษาไทยว่า “สมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ต” อยู่ส่วนบน และมีอักษรภาษาอังกฤษว่า “PHUKET TOURIST ASSOCIATION” อยู่ส่วนล่าง
ภายในวงกลมมีรูปคล้ายเกาะภูเก็ตเป็นสีทึบ และมีรูปคล้ายนกสีขาวกำลังบินซ้อนทับอยู่บนรูปเกาะ
|
หมวดที่ 2 วัตถุประสงค์
ข้อ 4 วัตถุประสงค์ของสมาคม
สมาคมนี้มีวัตถุประสงค์ดังต่อไปนี้
- ส่งเสริมการประกอบธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวโดยตรง ได้แก่ ธุรกิจการขนส่ง ธุรกิจโรงแรม ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม ธุรกิจนำเที่ยวและธุรกิจสินค้าของที่ระลึก และธุรกิจอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว รวมถึงธุรกิจเกี่ยวกับการสันทนาการในเขตจังหวัดภูเก็ต
- สนับสนุนการประกอบธุรกิจอื่นๆที่มีส่วนส่งเสริมกับธุรกิจการท่องเที่ยว เช่น ธุรกิจการส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม และประเพณีไทย ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการจัดประชุมสัมมนา หรือธุรกิจการกีฬาต่างๆ
- สนับสนุน ช่วยเหลือ แก้ไขอุปสรรคข้อขัดข้อง เจรจาทำความตกลงระหว่างสมาชิกหรือสมาชิกกับบุคคลภายนอก สอดส่องติดตามความเคลื่อนไหวการค้าตามวัตถุประสงค์ทั้งภายในและต่างประเทศ
- แลกเปลี่ยน วิจัย เผยแพร่ความรู้ ข่าวสาร ความคิดเห็น เอกสาร สถิติ
- ปรับปรุง ส่งเสริมคุณภาพสินค้า การบริการให้ได้มาตรฐานความนิยมและเพียงพอของ ตลาด การฝึกอบรม
- ร่วมมือกับเจ้าพนักงาน องค์การของรัฐบาล รัฐวิสาหกิจ ธุรกิจ หรือสมาคมอื่นๆ บรรดาที่เกี่ยวข้องตามวัตถุประสงค์
- วางระเบียบภายในขอบเขตของวัตถุประสงค์ให้สมาชิกปฏิบัติหรืองดเว้นการปฏิบัติ
- พัฒนา แสวงหา แหล่งท่องเที่ยว โฆษณา ชักจูงให้นักท่องเที่ยวทั้งภายในและภายนอกประเทศมาเที่ยว
- อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ จารีตประเพณีท้องถิ่น รักษาความสะอาด ความเป็นระเบียบเรียบร้อย ความสวยงามตลอดถึงการปรับปรุงส่งเสริมให้ดียิ่งขึ้น
- ให้ความสะดวก ช่วยเหลือในด้านการรักษาความปลอดภัย ความเป็นธรรมแก่นักท่องเที่ยว
- รับบริจาคเงิน ทรัพย์สิน สิ่งของและหลักทรัพย์ต่างๆ
- ให้เงิน ทรัพย์สินแก่สมาชิกหรือบุคคลภายนอกตอบแทนผลงานที่ผู้นั้นทำให้แก่สมาคมหรือเพื่อสาธารณะกุศลที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว
- ไม่ทำการค้าและไม่เกี่ยวข้องกับการเมืองด้วยวิธีใดๆ ทั้งทางตรงหรือทางอ้อม
|
หมวดที่ 3 สมาชิกและสมาชิกภาพ
ข้อ 5 คุณสมบัติของสมาชิก สมาชิกของสมาคมต้องมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้
- มีภูมิลำเนาหรือธุรกิจในจังหวัดภูเก็ต รวมถึงธุรกิจเกี่ยวกับการสันทนาการในเขตจังหวัดภูเก็ต
- ประกอบอาชีพเกี่ยวกับการท่องเที่ยวโดยตรง ตามหมวดที่ 2 ข้อ 4 (1) ของข้อบังคับนี้ โดยธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ได้รับใบอนุญาตประกอบการ เช่น ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว และใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรม
- แสดงความจำนงขอเข้าเป็นสมาชิก โดยรับรองว่ายอมปฏิบัติตามข้อบังคับระเบียบ มติที่ประชุมคณะกรรมการของสมาคม
- คณะกรรมการมีมติเห็นชอบรับเข้าเป็นสมาชิกเป็นเอกฉันท์
|
ข้อ 6 ประเภทของสมาชิก สมาชิกของสมาคม แบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ
- สมาชิกสามัญ ได้แก่ นิติบุคคล ที่มีคุณสมบัติตามข้อ 4 (1) ทั้งนี้ให้นิติบุคคลนั้นๆ ตั้งตัวแทน จำนวน 1 คน มาร่วมดำเนินกิจกรรมกับสมาคม
- สมาชิกวิสามัญ ได้แก่บุคคลธรรมดา ห้างร้าน หน่วยงานหรือนิติบุคคล ที่ไม่มีคุณสมบัติ ที่ระบุไว้ในหมวดที่ 3 ข้อ 5 (2) มีความสนใจยื่นความจำนงสมัครเป็นสมาชิก โดยรับรองยอมปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับ และคณะกรรมการบริหารมีมติเห็นชอบรับเข้าเป็นสมาชิก
- สมาชิกกิตติมศักดิ์ ได้แก่ บุคคลผู้ทรงคุณวุฒิ มีประสบการณ์ มีความสนใจในการท่องเที่ยว หรือผู้มีอุปการะต่อสมาคมหรือผู้ที่ดำรงตำแหน่งเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ซึ่งคณะกรรมการลงมติเป็นเอกฉันท์ ให้เชิญเข้าเป็นสมาชิก และบุคคลนั้นตอบรับคำเชิญเป็นลายลักษณ์อักษร
|
ข้อ 7 การสมัครเข้าเป็นสมาชิก
- ให้ผู้ประสงค์ยื่นใบสมัครตามแบบที่สมาคมกำหนด ต่อเลขานุการ โดยมีสมาชิกสามัญรับรอง 2 คน
- ให้เลขานุการทำแจ้งความการสมัครปิดไว้ในกระดาษป้าย ณ สำนักงานสมาคมเป็นเวลา 15 วัน
- สมาชิกผู้ใดเห็นว่าไม่ควรรับผู้สมัครเป็นสมาชิก ให้ทำคำคัดค้านยื่นต่อเลขานุการภายในกำหนดตามข้อ 7 (2)
- เมื่อครบกำหนด 15 วัน ให้เลขานุการนำใบสมัครและคำคัดค้าน (ถ้ามี) เสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการ เมื่อคณะกรรมการพิจารณาประการใด โดยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 3 ใน 5 ของจำนวนกรรมการที่เข้าประชุม ให้เลขานุการแจ้งผลการพิจารณาให้ผู้สมัครทราบภายในกำหนด 7 วัน นับแต่วันที่คณะกรรมการพิจารณา
|
ข้อ 8 วันเริ่มสมาชิกภาพ
- เมื่อผู้สมัครได้ชำระค่าธรรมเนียมการสมัคร และค่าบำรุงสมาคมประจำปีแรกแล้วจึงถือว่าผู้สมัครนั้นได้เป็นสมาชิกของสมาคมโดยสมบูรณ์
- ให้เลขานุการทำแจ้งความการสมัครปิดไว้ในกระดาษป้าย ณ สำนักงานสมาคมเป็นเวลา 15 วัน
- สมาชิกกิตติมศักดิ์ ให้ถือว่าเป็นสมาชิกโดยสมบูรณ์ในเมื่อคณะกรรมการลงมติเชิญและได้ตอบรับการเชิญแล้วโดยไม่ต้องยื่นใบสมัคร
|
ข้อ 9 ทะเบียนสมาชิก ให้นายทะเบียนจัดทำทะเบียนสมาชิกไว้ โดยมีรายการตามที่กฎหมายกำหนดไว้ตามมาตรา 26 แห่งพระราชบัญญัติสมาคมการค้า พุทธศักราช 2509
|
ข้อ 10 การขาดจากสมาชิกภาพ
- ตาย หรือสิ้นสภาพการเป็นนิติบุคคล
- ลาออกโดยยื่นหนังสือลาออกต่อคณะกรรมการของสมาคมและได้ชำระหนี้ที่ค้างชำระต่อสมาคมเรียบร้อยแล้ว แต่ถ้ามีปัญหาให้เหรัญญิกแจ้งให้คณะกรรมการทราบ
- ขาดคุณสมบัติตามข้อ 5 (1) , 5 (2) , 5 (3) หรือ 5 (4) 1 ปี จึงขาดจากสมาชิกภาพ
- เมื่อคณะกรรมการวินิจฉัยให้ออก โดยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของกรรมการที่มาประชุม ด้วยเหตุใดเหตุหนึ่งดังต่อไปนี้ คือ
ก. เจตนากระทำการใดๆ อันเป็นปรปักษ์หรือนำความเสื่อมเสียชื่อเสียง หรือกิจการของสมาคม
ข. เจตนาละเมิดข้อบังคับ ระเบียบ คำสั่งของสมาคม หรือทำผิดมารยาททางการค้าอย่างร้ายแรง
ค. ค้างค่าบำรุงสมาคมเป็นเวลาติดต่อกัน 1 ปีขึ้นไปหรือค่าใช้จ่ายอื่นใดที่สมาชิกร้องขอหรือยินยอมให้สมาคมทดรองจ่ายให้ก่อนและได้รับหนังสือเตือนให้ชำระหนี้จากสมาคมอย่างน้อย 2 ครั้ง โดยหนังสือครั้งที่ 2 ได้รับครบ 30 วัน
- ถูกศาลพิพากษาถึงที่สุดให้เป็นบุคคลล้มละลาย
- ให้นายทะเบียนแจ้งสมาชิกที่ถูกจำหน่ายชื่อออกจากสมาชิกภาพทราบ
|
หมวดที่ 4 สิทธิและหน้าที่ของสมาชิก
ข้อ 11 สิทธิและหน้าที่ของสมาชิกสามัญ
- มีสิทธิเข้าร่วมการประชุมใหญ่ แสดงความคิดเห็นออกเสียงเลือกตั้งกรรมการบริหาร ออกเสียงลงมติตามระเบียบวาระการประชุมใหญ่
- มีสิทธิได้รับการพิจารณารับเลือกตั้งหรือรับการแต่งตั้งเป็นกรรมการบริหาร
- มีสิทธิเสนอญัตติต่อที่ประชุมสมาชิก หรือต่อคณะกรรมการบริหาร ให้พิจารณาปรับปรุง หรือแก้ไขแนวทางในการดำเนินงานเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อสมาคม โดยมีสมาชิกรับรองไม่น้อยกว่า 2 คนในกรณีเสนอต่อคณะกรรมการต้องทำเป็นลายลักษณ์อักษร
- มีสิทธิเข้าชื่อร่วมกันไม่น้อยจำนวนครึ่งหนึ่งของสมาชิกทั้งหมด เพื่อพิจารณาเรื่องที่ต้องได้รับการปฏิบัติเป็นการด่วน ขอให้เรียกประชุมใหญ่ยื่นต่อเลขานุการซึ่งคณะกรรมการต้องพิจารณาเรียกประชุมใหญ่ตามคำเรียกร้องภายใน กำหนดเวลา 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับคำเรียกร้อง
- มีสิทธิใช้สถานที่ของสมาคม ยกเว้นสถานที่ที่มีระเบียบกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น
- มีสิทธิขอตรวจทะเบียน เอกสาร บัญชี ทรัพย์สินของสมาคมได้ในเวลาทำงานปกติ โดยยื่นต่อเลขานุการ
- พึงได้รับประโยชน์ตามฐานะ และสภาพของสมาชิก
- มีสิทธิติดต่อ ปรึกษาหารือเกี่ยวกับกิจการงานของสมาคมกับกรรมการ แต่ละบุคคลหรือทั้งคณะตามโอกาส
- มีสิทธิกรณีเห็นว่า การดำเนินงานของคณะกรรมการมีแต่จะทำความเสื่อมเสียมาสู่สมาคมอาจออกเสียงลงมติในที่ประชุมใหญ่ไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของสมาชิกที่มาประชุม ให้กรรมการออกจากตำแหน่งได้ทั้งคณะหรือเป็นรายบุคคล ก่อนครบกำหนดออกตามวาระได้
- มีสิทธิควบคุมการปฏิบัติงานของคณะกรรมการตามข้อ 11 (1)
- สมาชิกที่เสียค่าบำรุงสมาคมตามข้อ 13 (2) เท่านั้น มีสิทธิในการออกเสียงลงคะแนนในที่ประชุมใหญ่สามัญประจำปี หรือในการประชุมอื่นๆ ที่สมาคมจัดให้มีขึ้น
- สมาชิกที่เสียค่าบำรุงสมาคมตามข้อ 13 (2) เท่านั้น มีสิทธิเข้ารับเลือกตั้งหรือแต่งตั้งเป็นกรรมการ
- มีสิทธิประดับเครื่องหมายหรือติดตราสมาคมไว้หน้าที่ทำการ หรือหัวกระดาษจดหมายของสมาชิก
- มีหน้าที่เคารพและปฏิบัติตามข้อบังคับระเบียบของสมาคม มติที่ประชุมใหญ่ มติที่ประชุมของคณะกรรมการโดยเคร่งครัด
- มีหน้าที่รักษาเกียรติและผลประโยชน์ ส่วนได้ส่วนเสียของสมาคม
- มีหน้าที่ส่งเสริมและสนับสนุนกิจการของสมาคมให้เจริญรุ่งเรืองและก้าวหน้าอยู่เสมอ
- มีหน้าที่ชำระเงินค่าบำรุง ให้แก่สมาคม ตามกำหนดเวลา
- มีหน้าที่ให้เกียรติแก่สมาชิกด้วยกัน
- หากสมาชิกเปลี่ยนชื่อ ย้ายที่ตั้งสำนักงาน เปลี่ยนหมายเลขโทรศัพท์ เปลี่ยนประเภทวิสาหกิจ เลิกประกอบวิสาหกิจ หรือเปลี่ยนผู้แทนนิติบุคคล จะต้องแจ้งให้เลขานุการสมาคมทราบเป็นหนังสือภายในกำหนดเวลา 7 วัน นับแต่วันที่เปลี่ยนแปลง
|
ข้อ 12 สิทธิและหน้าที่ของสมาชิกวิสามัญสมาชิกวิสามัญ มีสิทธิและหน้าที่ตามความในข้อ 11 ยกเว้น 11 (2) แต่มีสิทธิได้รับพิจารณาแต่งตั้งเป็นกรรมการบริหาร
|
หมวดที่ 5ค่าธรรมเนียมการสมัครและค่าบำรุงประจำปี
ข้อ 13 ค่าธรรมเนียมการสมัครและค่าบำรุงประจำปี ผู้สมัครเข้าเป็นสมาชิกต้องเสียค่าธรรมเนียมการสมัครและค่าบำรุงประจำปี ดังนี้
- ค่าธรรมเนียมการสมัครให้ชำระแก่เหรัญญิก ในวันลงทะเบียนเป็นสมาชิก คือสมาชิกสามัญรายละ1,000 บาทสมาชิกวิสามัญรายละ 500 บาท
- ค่าบำรุงประจำปี ให้ชำระแก่เหรัญญิกก่อนเดือนมีนาคมของปีนั้นๆ คือสมาชิกสามัญรายละ1,500 บาทสมาชิกวิสามัญรายละ1,000 บาท
- สมาชิกเข้าใหม่ไม่ว่าจะเข้าในตอนใดของปี ต้องเสียค่าธรรมเนียมการสมัครและค่าบำรุงประจำปีเต็มตามกำหนดไว้ หลังจากที่ได้รับหนังสือแจ้งตอบรับจากสมาคม
- เงินค่าธรรมเนียมการสมัครและค่าบำรุงประจำปี ที่ชำระให้สมาคมแล้ว จะไม่คืนไม่ว่ากรณีใดๆทั้งสิ้น
- สมาชิกกิตติมาศักดิ์ ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมการสมัคร และค่าบำรุงประจำปี
|
หมวดที่ 6คณะกรรมการสมาคม
ข้อ 14 การเข้าดำรงตำแหน่ง ของกรรมการบริหารตำแหน่งต่างๆ ให้ที่ประชุมใหญ่เป็นผู้เลือกตั้งกรรมการ จำนวน 11 คน แล้วให้กรรมการที่ได้รับเลือก จำนวน 11 คน พิจารณาสรรหาผู้ดำรงตำแหน่งนายกสมาคมและให้นายกสมาคมเป็นผู้เลือกอุปนายกสมาคมจำนวนตามความเหมาะสม พร้อมทั้งพิจารณาแต่งตั้งบุคคลที่เป็นสมาชิกของสมาคมเข้าเป็นกรรมการบริหารเพิ่มเติม ได้อีกไม่เกิน 8 คน
|
|
ข้อ 15 คณะกรรมการของสมาคมอยู่ในตำแหน่งได้วาระละ 2 ปี เว้นแต่นายกสมาคมจะดำรงตำแหน่งได้ไม่เกิน 2 วาระติดต่อกัน และให้คณะกรรมการชุดเดิมรักษาการในตำแหน่ง จนกว่าคณะกรรมการชุดใหม่ จะรับมอบงานเสร็จ จึงจะถือว่าพ้นความรับผิดชอบในหน้าที่ ทั้งนี้ให้รับมอบงานให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน
|
|
ข้อ 16 การเลือกตั้งกรรมการให้กระทำโดยวิธีให้สมาชิกเสนอชื่อสมาชิกสามัญ ซึ่งตนประสงค์จะให้เข้ารับการเลือกตั้งเป็นกรรมการต่อที่ประชุมใหญ่ โดยมีสมาชิกรับรองไม่น้อยกว่า 3 ท่าน แล้วให้ที่ประชุมใหญ่ลงมติเลือกตั้ง ให้ผู้ได้รับคะแนนสูงตามลำดับดำรงตำแหน่งกรรมการและคะแนนที่ได้ต้องเท่าหรือไม่น้อยกว่า 3 คะแนน ถ้ามีผู้ได้คะแนนเท่ากันในลำดับสุดท้ายก็ให้ใช้วิธีจับฉลาก
|
ข้อ 17 การพ้นจากตำแหน่งกรรมการ ในกรณีต่อไปนี้
- ตาย
- ลาออก
- ออกตามวาระที่ได้กำหนดไว้
- ขาดคุณสมบัติของสมาชิกหรือขาดจากสมาชิกภาพ
- พ้นจากการเป็นผู้แทนของสมาชิกสามัญ
- ขาดการประชุมคณะกรรมการสมาคม 3 ครั้งติดต่อกัน โดยไม่มีการแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรด้วยตนเองหรือผู้แทน
- ที่ประชุมใหญ่หรือคณะกรรมการมีมติให้ออก โดยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 3 ใน 4 ของจำนวนผู้เข้าประชุม
- รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์สั่งให้ออก ตามมาตรา 33 แห่งพระราชบัญญัติสมาคมการค้า พุทธศักราช 2509
|
|
ข้อ 18 กรณีกรรมการออกจากตำแหน่ง โดยไม่ครบตามกำหนดวาระ ให้สมาชิกที่ได้รับคะแนนรองลงไปในการเลือกตั้งกรรมการชุดที่อยู่ในตำแหน่งเข้าเป็นกรรมการแทนในตำแหน่งที่คณะกรรมการจะพิจารณาเห็นสมควร ให้ผู้ที่มาแทนอยู่ในตำแหน่งเพียงเท่าอายุวาระของผู้ที่ตนแทน ถ้าตำแหน่งนายกสมาคมว่างลงก่อนกำหนดออกตามวาระ ไม่ว่าด้วยเหตุใดๆ ให้คณะกรรมการของสมาคม ทำการเลือกตั้งนายกสมาคมคนใหม่ จากอุปนายก และให้ผู้ที่มาแทนอยู่ในตำแหน่งนายกเพียงเท่าอายุวาระของผู้ที่ตนแทน
|
ข้อ 19 อำนาจหน้าที่กรรมการของสมาคมในตำแหน่งต่างๆ มี
- นายกมีหน้าที่เป็นประธานของคณะกรรมการบริหาร และรับผิดชอบงานทุกอย่าง ตามวัตถุประสงค์และระเบียบแบบแผนของสมาคม เป็นผู้แทนของสมาคมในกิจการอันเกี่ยวกับบุคคลภายนอก
- อุปนายก มีหน้าที่ช่วยเหลือนายกในกิจการทั้งปวงอันอยู่ในอำนาจหน้าที่ของนายกสมาคม ปฏิบัติงานแทนขณะนายกไม่อยู่หรือไม่สามารถปฏิบัติงานได้ รับผิดชอบงานที่นายกมอบหมายให้เป็นเอกเทศ
- เลขานุการ มีหน้าที่โต้ตอบหนังสือ เก็บรักษาเอกสารต่างๆ ของสมาคม เป็นเลขานุการในที่ประชุมคณะกรรมการ และที่ประชุมใหญ่ ตลอดจนปฏิบัติหน้าที่อื่นๆ ที่คณะกรรมการมอบหมาย
- เหรัญญิก มีหน้าที่เกี่ยวกับการเงิน การบัญชี หลักฐานการเงิน เก็บเงินจากสมาชิก รับเงินจากผู้บริจาค ดูแลรักษาพัสดุ รายงานฐานะการเงินต่อที่ประชุมคณะกรรมการบริหารประจำเดือน และต่อที่ประชุมใหญ่ในการประชุมใหญ่สามัญประจำปี ตลอดจนปฏิบัติหน้าที่อื่นๆ ตามที่คณะกรรมการมอบหมาย
- นายทะเบียนและบรรณารักษ์ มีหน้าที่เกี่ยวกับทะเบียนประวัติหลักฐานของสมาชิก รักษาเอกสารหนังสือและปฏิบัติหน้าที่อื่นๆ ตามที่คณะกรรมการมอบหมาย
- ปฏิคม มีหน้าที่เกี่ยวกับการรับรองสมาชิก แขก จัดสถานที่ในสำนักงาน จัดที่ประชุม จัดให้มีปาฐกถา สัมมนา เผยแพร่ ความรู้ และปฏิบัติหน้าที่อื่นๆ ตามที่คณะกรรมการมอบหมาย
- ประชาสัมพันธ์ มีหน้าที่สร้างภาพพจน์ที่ดี เผยแพร่ข่าวสารผลงานของสมาคม ชักชวนให้นักท่องเที่ยวมาเที่ยว และปฏิบัติหน้าที่อื่นๆ ตามที่คณะกรรมการมอบหมาย
- กรรมการกลาง มีหน้าที่ช่วยเหลือและประสานงานทั่วไปตามที่คณะกรรมการมอบหมาย
|
ข้อ 20 อำนาจและหน้าที่ของคณะกรรมการ มีดังนี้
- การบริหารงานของสมาคมตามวัตถุประสงค์ ระเบียบ แบบแผน ข้อบังคับ และมติที่ประชุมใหญ่ตลอดจนมีอำนาจวางระเบียบ วิธีการดำเนินงานของสมาคม รวมทั้งการตั้งอนุกรรมการสาขาต่างๆ เพื่อทำกิจการเฉพาะอย่างในขอบเขตหน้าที่ของสมาคมภายใต้การควบคุมของคณะกรรมการและกฎหมายไม่น้อยกว่าคณะละ 5 คน ซึ่งจะเป็นสมาชิก หรือจะเชิญบุคคลภายนอกที่มีความรู้ความชำนาญ ประสบการณ์ในเรื่องที่จะมอบให้ทำและเป็นผู้สมัครใจจะทำงาน มาร่วมด้วยก็ได้ และอยู่ในตำแหน่งได้ เท่าที่มีความจำเป็นแก่การทำงานที่ได้รับมอบหมาย แต่ไม่เกินอายุวาระของคณะกรรมการชุดที่แต่งตั้ง
- ประชุมปรึกษางานอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง
- ทำรายงานผลการปฏิบัติงาน งบดุลรายรับรายจ่าย ตลอดถึงความคิดเห็นปรับปรุงในรอบปีเสนอต่อที่ประชุมใหญ่
- เรียกประชุมใหญ่ประจำปีในเดือนกรกฎาคม
- เข้าประชุม แสดงความคิดเห็น ชี้แจง ตอบคำถามเกี่ยวกับกิจการงานในหน้าที่
- กรณีที่ข้อบังคับไม่ได้บัญญัติไว้ ถ้าไม่ก่อให้เกิดความเสียหายและไม่เป็นการกระทำที่ผิดข้อบังคับของสมาคม และกฎหมาย ให้คณะกรรมการปรึกษากันทำงานนั้นๆ ไปก่อนได้ แล้วรีบเรียกประชุมใหญ่วิสามัญพิจารณาและให้ปฏิบัติตามมติที่ประชุมใหญ่แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการกระทำที่คณะกรรมการได้ปฏิบัติไปก่อนแล้ว
- มีอำนาจว่าจ้าง แต่งตั้ง ถอดถอนและกำหนดอัตราค่าจ้าง เจ้าหน้าที่เพื่องานของสมาคมได้ตามสมควร
|
หมวดที่ 7 การประชุม
ข้อ 21 การประชุม หมายถึง การประชุมใหญ่ และการประชุมคณะกรรมการสมาคม
|
ข้อ 22 การประชุมใหญ่ ให้หมายถึง การประชุมสมาชิกของสมาคม แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ
(ก) การประชุมใหญ่สามัญประจำปี คือ การประชุมใหญ่ที่จะต้องมีขึ้นภายในเดือนกรกฎาคม ของทุกๆ ปี
(ข) การประชุมใหญ่วิสามัญ คือ การประชุมใหญ่ครั้งอื่นๆบรรดามีนอกเหนือจากการประชุมใหญ่สามัญประจำปีแล้ว ซึ่งคณะกรรมการอาจจะเรียกประชุมใหญ่วิสามัญตามที่เห็นสมควรหรือเมื่อได้รับคำร้องขอจากสมาชิกไม่น้อยกว่า 10 คน เมื่อได้รับคำร้องขอ ขอให้คณะกรรมการเรียกประชุมใหญ่วิสามัญภายใน 15 วัน หลังจากที่ได้รับคำร้องขอ ถ้าหากคณะกรรมการไม่เรียกประชุมใหญ่วิสามัญ สมาชิกที่ร้องขอไม่น้อยกว่า 1/3 ของสมาชิกทั้งหมด อาจจะเรียกประชุมเองได้ และให้มีการประชุมภายใน 15 วัน หลังจากวันที่ได้ยื่นคำร้องขอแล้ว
- ให้คณะกรรมการเป็นผู้กำหนดวัน เวลา สถานที่ ระเบียบวาระการประชุมใหญ่ และมีหนังสือแจ้งให้สมาชิกทราบไม่น้อยกว่า 7 วัน ก่อนวันประชุม
- ต้องมีสมาชิกมาประชุมใหญ่ไม่น้อยกว่า 2ใน3 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมด จึงจะเป็นองค์ประชุม ถ้าสมาชิกมาไม่ครบองค์ประชุม ก็ให้เรียกประชุมใหญ่เป็นครั้งที่ 2 หลังจากประชุมใหญ่ครั้งแรก 7-15 วัน ในการประชุมใหญ่ครั้งที่ 2 นี้ สมาชิกมาประชุมมากน้อยเท่าใดนับเป็นองค์ประชุมได้
- การประชุมใหญ่เป็นการประชุมเปิดเผย แต่ถ้าสมาชิกจำนวนไม่น้อยกว่า 1/10 ของสมาชิกทั้งหมด หรือคณะกรรมการร้องขอ ก็ให้เป็นการประชุมลับซึ่งสมาชิกเท่านั้นที่จะเข้าร่วมประชุมได้
- ญัตติที่เสนอให้กับที่ประชุมใหญ่ ให้สมาชิกรับรอง 2 คน ถ้าคณะกรรมการเป็นผู้เสนอ ไม่ต้องมีผู้รับรอง
- ให้ถือเสียงข้างมากเป็นมติที่ประชุมใหญ่ โดยสมาชิกหนึ่งคน มีสิทธิลงคะแนนได้ 1 เสียง สมาชิกกิตติมศักดิ์ไม่มีสิทธิลงคะแนน ถ้าคะแนนเสียงเท่ากันให้ประธานที่ประชุมเป็นผู้ชี้ขาด
- ให้นายกเป็นประธานของที่ประชุม ถ้านายกไม่อยู่หรือไม่สามารถปฏิบัติงานได้ ให้ผู้อยู่ในตำแหน่งตามข้อ 19 ตามลำดับเลข เว้นแต่เลขานุการเป็นประธานแทน
- กิจการอันพึงกระทำในที่ประชุมใหญ่ คือ
- รับรองรายงานการประชุมใหญ่ครั้งก่อน
- รายงานผลการปฏิบัติงานในรอบปี
- งบดุลรายรับรายจ่าย
- เลือกตั้งผู้ตรวจสอบบัญชี กำหนดค่าตอบแทน ให้ผู้ตรวจบัญชีอยู่ในตำแหน่ง 2 ปี (ควรกำหนดระยะเวลาเช่นเดียวกับคณะกรรมการ)
- เรื่องอื่นๆ (ถ้ามี)
- กิจการอันพึงกระทำในที่ประชุมใหญ่วิสามัญ ได้แก่ กิจการที่จะกระทำโดยอาศัยมติจากที่ประชุม แต่ไม่อาจหรือมีเหตุทำให้ไม่สามารถจัดทำได้ในการประชุมใหญ่สามัญประจำปี
|
ข้อ 23 การประชุมคณะกรรมการสมาคม จะต้องปฏิบัติดังนี้
- ให้นายกหรืออุปนายก เป็นประธานของที่ประชุม ถ้านายกหรืออุปนายกไม่อยู่หรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้กรรมการตั้งแต่ลำดับเลขข้อ 19 (4) ลงไปเป็นประธานของที่ประชุมแทนตามลำดับ
- ให้ถือเสียงข้างมากเป็นมติที่ประชุม กรรมการคนหนึ่งมี 1 คะแนน ถ้าคะแนนเสียงเท่ากัน ให้ประธานของที่ประชุมชี้ขาด
- มติของที่ประชุม หรือมติของที่ประชุมคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานทั่วๆ ไป ให้จัดทำเป็นหนังสือและมีรายชื่อกรรมการ โดยมีนายกเป็นผู้ลงนามเพื่อได้ประกาศไว้ในที่เปิดเผย ณ สำนักงานของสมาคมเป็นเวลา 15 วัน แล้วจึงใช้บังคับได้
- ในการประชุมคณะกรรมการ จะต้องมีกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง จึงจะเป็นองค์ประชุม
|
|
ข้อ 24 ในการประชุมคณะกรรมการ อนุกรรมการ ตลอดจนการประชุมใหญ่ ให้บันทึกรายงานการประชุมไว้ทุกครั้ง และให้นำเสนอที่ประชุมเพื่อรับรองในการประชุมครั้งต่อไป
|
หมวดที่ 8 การเงินและการบัญชี
ข้อ 25 ให้คณะกรรมการจัดให้มีบัญชีการเงินของสมาคม พร้อมด้วยใบสำคัญและหลักฐานให้ถูกต้องตามหลักวิชาการบัญชี และให้ตรงต่อความเป็นจริงเสมอ และให้เหรัญญิกของสมาคมเป็นผู้เก็บรักษาไว้
|
|
ข้อ 26 ให้ถือวันที่ 1 มีนาคม ถึง 31 มีนาคมของปีเป็นรอบปีการเงิน เมื่อสิ้นปีให้คณะกรรมการจัดทำงบดุลรายรับรายจ่ายของสมาคมส่งให้ผู้ตรวจบัญชีภายในวันที่ 15 พฤษภาคม ให้ผู้ตรวจบัญชีทำการตรวจและรับรองให้เสร็จภายในวันที่ 15 มิถุนายน และให้คณะกรรมการนำเสนอที่ประชุมใหญ่ภายในเดือนกรกฎาคมของปีใหม่
|
|
ข้อ 27 การรับเงินต้องออกใบรับเงินและต้องมีต้นขั้วไว้ด้วย การจ่ายเงินต้องมีใบรับเงิน ถ้าเป็นการจ่ายรายย่อยไม่เกินราย 100 บาท ผู้จ่ายเงินจะทำหนังสือรับรองการจ่ายเงินนั้นเองก็ได้
|
|
ข้อ 28 ให้เหรัญญิก รักษาเงินสดไว้เพื่อทดรองจ่ายไม่เกิน 1,000 บาท เงินที่เหลือให้นำฝากธนาคารพาณิชย์ ที่ประชุมใหญ่เห็นชอบในนามสมาคม
|
|
ข้อ 29 ให้นายก อุปนายก หรือเหรัญญิก จำนวน 2 คน มีอำนาจจ่ายเงินครั้งหนึ่งไม่เกิน 10,000 บาท ถ้าเกินต้องได้รับอนุญาตจากที่ประชุมคณะกรรมการก่อนจึงจะจ่ายได้
|
|
ข้อ 30 คณะกรรมการมีอำนาจจ่ายเงินครั้งหนึ่งไม่เกิน 100,000 บาท ถ้าเกินกว่านี้ ต้องได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมสมาชิก
|
|
ข้อ 31 ความรับผิดชอบของสมาชิก จำกัดอยู่เพียงจำนวนเงินค่าบำรุงประจำปี หรือหนี้สินที่สมาชิกผู้นั้นยังค้างชำระอยู่
|
หมวดที่ 9 การแก้ไขข้อบังคับ
ข้อ 32 ข้อบังคับนี้อาจจะแก้ไข เปลี่ยนแปลง เพิ่มเติมหรือตัดทอนได้ โดยมติที่ประชุมใหญ่ ซึ่งมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 2/3 ของสมาชิกที่มาประชุม
|
หมวดที่ 10 คำบอกกล่าว
ข้อ 33 คณะกรรมการจะต้องส่งคำบอกกล่าวให้สมาชิกทราบ โดยส่งให้กับตัวหรือทางไปรษณีย์ตามตำบลที่อยู่ที่ปรากฏในทะเบียนของสมาคม
|
|
ข้อ 34 คำบอกกล่าวใดๆ ที่ได้ส่งทางไปรษณีย์ให้ถือว่าได้บอกกล่าวแล้ว ในวันถัดจากวันที่ได้ส่งซองจดหมายหรือกระดาษห่อข้อความดังกล่าวไปทางไปรษณีย์ และในการพิสูจน์จากหลักฐานการส่งที่ทางรัฐบาลออกให้
|
|
ข้อ 35 สมาชิกคนใดที่ละเลยไม่ได้ให้ที่อยู่ของตนเพื่อขึ้นทะเบียนไว้ จะไม่มีสิทธิได้รับคำบอกกล่าวจากสมาคม
|
|
ข้อ 36 คำบอกกล่าวที่ได้ติดประกาศไว้ ที่สำนักงานของสมาคมเป็นเวลา 7 วันแล้ว ให้ถือว่าได้ส่งถึงสมาชิกที่ได้มีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศแล้ว
|
หมวดที่ 11 การเลิกสมาคม
ข้อ 37 สมาคมอาจเลิกได้ด้วยเหตุต่อไปนี้
- ที่ประชุมใหญ่ลงมติให้เลิกด้วยคะแนนเสียงไม่น้องกว่า 2/3 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมด
- ล้มละลาย
- ตามมาตรา 36 แห่งพระราชบัญญัติสมาคมการค้า พุทธศักราช 2509
|
|
ข้อ 38 เมื่อสมาคมต้องเลิก ให้ผู้ตรวจบัญชีทำการชำระบัญชีตามพระราชบัญญัติสมาคมการค้า พุทธศักราช 2509 มาตรา 39 ให้เสร็จสิ้นภายในกำหนดเวลา 2 เดือน ให้คณะกรรมการคงต้องรับผิดชอบในกิจการงานของสมาคมต่อไป จนกว่าการชำระบัญชีจะแล้วเสร็จ หากมีทรัพย์สินเหลืออยู่เท่าใด ให้ตกเป็นขององค์การกุศลสาธารณะแห่งหนึ่งหรือหลายแห่ง ซึ่งเป็นนิติบุคคลในราชอาณาจักรไทย ตามมติของที่ประชุมใหญ่ด้วยคะแนนเสียง 2/3 ของผู้เข้าประชุม
|
หมวดที่ 12 บทเฉพาะกาล
ข้อ 39
- เมื่อข้อบังคับของสมาคม ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2530 ได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมแล้ว ให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ที่ประชุมใหญ่ให้การรับรอง
- ให้สมาชิกเก่ามีสิทธิเปลี่ยนแปลงประเภทสมาชิก ตามข้อบังคับสมาคมฉบับแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2530 ข้อ 6 โดยยื่นความจำนงต่อนายทะเบียนภายในเวลา 30 วัน นับตั้งแต่วันที่ข้อบังคับมีผลใช้บังคับ
- หากสมาชิกเก่าไม่แสดงความจำนงที่จะเปลี่ยนแปลงประเภทสมาชิก คณะกรรมการจะจัดประเภทสมาชิกใหม่ตามข้อบังคับ หมวดที่ 3 ข้อ 6 และจะต้องแจ้งให้สมาชิกนั้นทราบถึงการเปลี่ยนแปลง โดยให้สมาชิกมีสิทธิอุทรณ์ภายในเวลา 15 วัน หลังจากได้รับหนังสือแจ้ง
- จำนวนและสถานภาพกรรมการรับเลือกตั้งในปัจจุบัน ให้คงไว้เหมือนเดิมจนกว่าจะมีการเลือกตั้งครั้งต่อไป
|